สุภาษิตและคำพังเพยจากอวัยวะในร่างกายและสภาพแวดล้อม

สุภาษิตและคำพังเพยจะมีที่มาจากการพูดเพื่อเตือนสติ หรือเพื่อพยายามอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่ตั้งแต่สมัยโบราณมักจะมีที่มาจากองคาพยพคือร่างกายและสภาพแวดล้อมในสังคมเกษตร เมื่อสังคมเปลี่ยนไปสุภาษิตก็จะเปลี่ยนไปด้วย ตัวอย่างเช่น ในสมัยก่อนถ้าจะพูดถึงยานพาหนะที่เดินทางได้เร็วก็อาจจะพูดว่า เร็วอย่างกับม้าวิ่ง แต่ในยุคสมัยใหม่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นว่า เร็วอย่างกับจรวด แม้ในภาษาประจำวันเช่นภาษาจีน ถ้าพูดถึงการกระทำอะไรที่รวดเร็วก็จะใช้คำว่าม้าเป็นหลัก เร็วดั่งม้า หรือ เร็วอย่างกับลูกธนู แต่ปัจจุบันคำพูดดังกล่าวแม้จะยังใช้อยู่แต่อาจจะมีความหมายไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ในกรณีประเทศไทยนั้น สุภาษิตและคำพังเพยของเราจะเกี่ยวพันกับสภาพแวดล้อมของสังคมเกษตร และอวัยวะต่างๆ ในร่างกายซึ่งจะออกมาเป็นจำนวนมาก จะขอยกส่วนต่างๆ ดังกล่าวที่เป็นฐานของสุภาษิตและคำพังเพยดังต่อไปนี้ คือ

ในส่วนที่เกี่ยวกับร่างกายมีตัวอย่างดังต่อไปนี้ สมุนแขนขวา สนมฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย นิ้วไหนร้ายให้ตัดนิ้วนั้นทิ้ง นิ้วทุกนิ้วใส่เข้ารูจมูกได้ หยิกเล็บเจ็บเนื้อ ลิ้นตวัดถึงใบหู กำปั้นทุบดิน ตีนเท่าฝาหอย เหยียบตาปลา ยืมจมูกคนอื่นหายใจ ลิ้นกับฟันย่อมกระทบกัน พลิกชิวหาเป็นอาวุธ รู้หน้าไม่รู้ใจ ปากกับใจไม่ตรงกัน เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ขนหน้าแข้งไม่ร่วง ปากว่าตาขยิบ หูตาไว หูทิพย์ ตาทิพย์ ใจไปอยู่ที่ตาตุ่ม เข่าทรุด เข่าอ่อน ปากกล้าขาสั่น กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก หน้าซีดเผือด มือเท้าเย็นเฉียบ เสียงสั่น ปากกัดตีนถีบ หมูหมากาไก่ ได้ลาภสัตว์สองเท้า ได้ลาภสัตว์สี่เท้า ไทยเล็กเจ๊กดำ อ้าปากเห็นลิ้นไก่ เขม่นตาขวา ลิ้นสองแฉก ขายาวเข่าดี เท้าใหญ่เท้าเล็ก หน้าต่างมีหู ประตูมีตา ตาอย่างกับสัปปะรส ผมสองสี นี่คือตัวอย่างของการใช้อวัยวะในร่างกายมาพูดเป็นสุภาษิตและคำพังเพย ดังโคลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตรัสไว้ว่า

มโนมอบพระผู้ เสวยสวรรค์มโนมอบพระผู้

เสวยสวรรค์แขนมอบถวายทรงธรรม์ เทิดหล้า

ดวงใจมอบเมียขวัญ และแม่

เกียรติศักดิ์รักข้า มอบไว้แก่ตัว

ในส่วนที่เกี่ยวกับร่างกายที่สำคัญคือหัวใจนั้นก็มีตัวอย่างเช่น มีน้ำใจ ใจดี ดีใจ อิ่มอกอิ่มใจ ใจเย็น เย็นใจ เจ็บใจ ผูกใจเจ็บ ร้อนใจ ใจร้อน เบาใจ หนักใจ เกรงใจ กลัวใจ ใจหาย ใจวาบหวิว ใจวาบหวาม ใจเต้นระทึก ระทึกใจ ใจสั่น

ในส่วนที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงซึ่งในสังคมเกษตรก็จะมีสัตว์ต่างและมีสัตว์ที่เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน จึงมักจะใช้สัตว์และสิ่งที่มีอยู่ เช่น น้ำ บันได เป็นฐานสำหรับการแต่งเป็นสุภาษิตและคำพังเพย เช่น หมา หมาที่ซื่อสัตย์ หมาเห่าใบตองแห้ง เลวอย่างกะหมา (ไม่จริง) หมาลอบกัด หมาหมู่ หมาสองราง แมวนอนหวด ตีนเบาเหมือนแมว ตีนแมวย่องเบา โง่อย่างกะควาย (ไม่จริง) จิ้งจกทัก ตุ๊กแกกินตับ เหี้ยเข้าบ้าน คนเหี้ยๆ แร้งลง นกแสก (ลางร้ายว่าจะมีคนตาย) สัตว์มีเขี้ยวเลี้ยงไม่เชื่อง สัตว์หน้าขนไว้ใจไม่ได้ สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ เลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้ จับปูใส่กะด้ง นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ เสือซ่อนเล็บ ช้างผอมหนูอ้วน เฒ่าสารพัดพิษ นางงูพิษ เสียงนกเสียงกา สัตว์สี่เท้า สัตว์สองเท้า น้ำขึ้นให้รีบตัก หัวบันไดไม่ทันแห้ง รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

ที่กล่าวมาทั้งหมดคงจะหลุดหูหลุดตาไปบ้าง คำว่า หลุดหูหลุดตา ก็แปลว่าไม่สมบูรณ์ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการพูดสุภาษิตและคำพังเพยในภาษาไทย แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้บ่งบอกถึงความพยายามมนุษย์ที่จะสรุปมโนทัศน์หรือความคิดรวบยอดเพื่อการสื่อสาร เพราะทันทีที่กล่าวออกมาผู้ฟังก็จะเข้าใจทันทีว่าหมายถึงอะไร แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไปการใช้คำเฉพาะร่างกาย หรือส่วนที่เกี่ยวกับหัวใจ จิตใจ หรือสภาพแวดล้อมในสังคมเกษตร อาจจะไม่สามารถครอบคลุมสถานการณ์ต่างๆ ได้

สุภาษิตและคำพังเพยจึงอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ใน social media จะมีภาษาที่เป็นสุภาษิตและคำพังเพย เมื่อสังคมเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเปลี่ยนไปตามสมัย ภาษาพูด ศัพท์แสง รวมทั้งสุภาษิตและคำพังเพย จนมีคำกล่าวว่า ถ้าเชคสเปียร์มาอยู่ในอังกฤษปัจจุบันเชคสเปียร์จะเข้าใจภาษาอังกฤษได้เพียง 30% เท่านั้น อีก 70 ใน 100 เชคสเปียร์จะไม่เข้าใจอะไรเลย ทั้งๆ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา เป็นนักแต่งกวีและนิยายอันดับหนึ่งของอังกฤษ