พุทธศาสนสุภาษิต

ตน ในที่นี้ หมายถึง กุศลกรรมที่เราได้ประพฤติปฏิบัติมา กุศลกรรมหรือความดีเท่านั้นจึงจะเป็นที่พึ่งของเราได้ เช่น บุคคลผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม หมั่นประกอบความดี มีชื่อเสียงเกียรติยศ ปรากฏเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป และเมื่อเวลาตายไปแล้วย่อมไปสู่สุคติ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ทุกๆ คนไม่ว่าใครๆ ต่างก็มีตน คือคุณงามความดีเป็นที่พึ่งของตนทั้งนั้น จะพึ่งใครไม่ได้เพราะใครทำกรรมใด คนนั้นก็ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น. ขุ. ธ. ๒๕/๓๖,๖๖

ตนแล เป็นที่พึ่งของตน.
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ.

จงเตือนตนด้วยตนเอง คือ การพร่ำสอนตนให้มีสิตสัมปชัญญะขึ้นมา เพื่อเตือนตนให้รู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ และพยายามคอยสอดส่องดูโทษ ความผิดพลาด และข้องบกพร่องของตนด้วยตนเองอยู่เสมอ ไม่ต้องให้ใครมาคอยเตือน พร้อมทั้งอย่ามัวไปคอยเพ่งดูโทษ หรือ ความผิดของคนอื่นอยู่เลยจงหมั่นตรวจดูความผิดของตนเองอยู่ทุกเมื่อ เมื่อเราพยายามเพ่งจับผิดตนบ่อยๆ ความผิดมันก็ไม่เกิดขึ้นหรือถ้าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นน้อย และเมื่อพบแล้วต้องใช้สติปัญญาแก้ไขความผิดนั้นให้หมดไป โดยไม่ทำความผิดขึ้นอีก ขุ. ธ. ๒๕/๖๖

จงเตือนตนด้วยตนเอง.
อตฺตนา โจทยตฺตานํ.
ตนเตือนตนของตนให้พ้นผิด
ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน
ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน
ตนแชเชือนใครจะช่วยให้ป่วยการ.
อัตตาหิ อัตตะโนนาโถ
โกหินาโถ ปะโรสิยา
อัตตะนาหิ สุทันเตนะนาถัง ละภะทันติ.
ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน
คนอื่นใดเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
การพึ่งตนเองเป็นที่พึ่งประเสริฐสุด.

ไม่เที่ยง คือ ไม่ดำรงอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์ เพราะเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องดับในที่สุด ทุกๆ สิ่งจึงมีหรือเป็นอะไรขึ้นมาแล้ว ก็กลับไม่มี เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ชั่วคราวเท่านั้น
ทุกขะ ทนอยู่คงที่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอเหมือนอย่างถูกบีบคั้นให้ทรุดโทรมเก่าแก่ไปอยู่เรื่อยๆ ทุกๆ คนผู้เป็นเจ้าของสิ่งเช่นนี้ ก็ต้องทนทุกข์เดือดร้อน ไม่สบายไปด้วย เช่น ไม่สบายเพราะร่างกายป่วยเจ็บ
อนัตตา ไม่ใช่อัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน
๑. ไม่ยึดมั่นกับตนเกินไป เพราะถ้ายึดมั่นกับตนเกินไปก็ทำให้เป็นคนเห็นแก่ตน ถ่ายเดียวหรือทำให้หลงตนลืมตนมีอคติคือ ลำเอียงเข้ากับตน ตนต้องได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยความยึดมั่นตนเองเกินไปแต่ตามที่เป็นจริง หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
๒. บังคับให้สิ่งต่างๆ รวมทั้งร่างกายและจิตใจไม่ให้เปลี่ยนแปลงตามความต้องการไม่ได้ เช่น บังคับให้เป็นหนุ่มสาวสวยงามอยู่เสมอไม่ได้ บังคับให้ภาวะของจิตใจชุ่มชื่นว่องไวอยู่เสมอไม่ได้
๓. สำหรับผู้ที่ได้ปฏิบัติไปได้จนถึงขั้นสูงสุด เห็นสิ่งต่างๆ รวมทั้งร่างกายและจิตใจเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนทั้งสิ้นแล้ว ตัวตนจะไม่มี ตามพระพุทธภาษิตที่แปลง่า “ตนย่อมไม่มีแก่ตน” แต่ก็มีผู้รู้ซึ่งไม่ยึดมั่นอะไรในโลก ผู้รู้นี้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถปฏิบัติสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามสมควรแก่สถานที่และสิ่งแวดล้อม โดยเที่ยงธรรมล้วนๆ (ไม่มีกิเลสเจือปน)