นิทานสอนใจเรื่อง ลืมตีน

คิวรอนั้นยาวพอประมาณ อย่างน้อยก็ต้องอีกยี่สิบนาทีถึงครึ่งชั่วโมงก่อนถึงตาผม นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาก่อนสิบเอ็ดโมงเล็กน้อย อีกราวหนึ่งชั่วโมงจะถึงเวลาอาหารเที่ยงตามเวลามาตรฐาน แต่ลูกค้าหลายคนมารออยู่ก่อนแล้ว

ผมติดนิสัยกินข้าวทุกมื้อเร็วก่อนคนอื่นมานานแล้ว เช่น มื้อเที่ยงราวสิบเอ็ดโมง มื้อเย็นราวห้าโมง สาเหตุคือไม่ทำอาหารเอง ต้องฝากท้องไว้นอกบ้าน จึงไม่อยากเสียเวลารอคิว กินข้าวก่อนเวลามาตรฐานก็ไม่เดือดร้อนอะไร ถือเสียว่านาฬิกาชีวิตตนเองเดินล่วงหน้าก่อนคนอื่นหนึ่งชั่วโมง ระยะห่างของแต่ละมื้อยังเหมือนชาวบ้าน เมื่อคำนวณเวลารอคิวที่ประหยัดมาได้ในช่วงสามสิบปีนี้ ก็มากพอเขียนเรื่องสั้ันได้หลายสิบเรื่อง!

อย่างไรก็ตาม สิบเอ็ดโมงเช้าก็ยังช้าไปสำหรับร้านนี้ในวันนั้น เพราะมีคนรอคิวก่อนหน้าผมหลายคน

เป็นร้านข้าวหมูแดงในซอยที่มีคนอาศัยอยู่ค่อนข้างพลุกพล่าน ข้าวหมูแดงร้านนี้อร่อยกว่าหลายร้านที่เคยกิน ลูกค้ามากทุกวัน หลายคนซื้อทีละ 10-20 กล่อง ผมพบร้านนี้โดยบังเอิญตอนมาทำธุระแถวนี้ แต่เนื่องจากอยู่ไกลบ้าน นานๆ ครั้งเมื่อผ่านแถวนี้จึงแวะมากินที่ร้านนี้

คนขายเป็นคู่สามีภรรยาหน้าบึ้งตึงทุกครั้งที่ผมมา วันนั้นผมไม่มีโอกาสสั่งเพราะคนขายก้มหน้าก้มตาทำงาน เหมือนไม่อยากรับออร์เดอร์อีก

ถึงจังหวะหนึ่งผมก็แทรก “ผมจะสั่งได้ไหมครับ?”

“ยัง!!!” ชายคนขายตอบ

“งั้นผมไปรอในร้าน” พูดเป็นเชิงขออนุญาต

“ได้ แต่นานนะ ไม่รู้เมื่อไหร่”

‘รออีกนาน’ นี้คือรอคิวสั่ง ไม่ใช่รออาหาร

“ไม่เป็นไร”

คนขายหน้าบอกบุญไม่รับ “รอนานนะ อีกนานเลย”

ตกลงจะขายหรือไม่ขายวะ? ผมนึกในใจ

 

มองดูลูกค้าคนอื่นที่ยืนรออย่างอดทน ก็ถอนใจ ปกติในสถานการณ์คนขายไม่อยากขายอย่างนี้ ผมคงเดินออกจากร้านไปนานแล้ว แต่คำนวณดูแล้วก็ลังเล วันนั้นตั้งใจมากินข้าวหมูแดงที่ร้านนี้โดยเฉพาะ ยอมเสียค่าแท็กซี่ไปกลับสองร้อยกว่าบาท และเวลาเดินทางอีกชั่วโมงครึ่งเพื่อกินข้าวหมูแดงราคาเสี้ยวหนึ่งของค่ารถ ถ้าไม่กินที่นี่ ก็ต้องเสียเวลาไปหาร้านอื่น และต้องรออีกเหมือนกัน บวกลบคูณหารแล้ว รอที่นี่เสียเวลารวมน้อยกว่าไปหาร้านใหม่ อีกอย่างใครๆ ก็รอ ผมเพียงมาช้ากว่าคนอื่นเท่านั้น จะถือทิฐิไปทำไม

นี่ไม่ใช่ร้านแรกที่ผมเจอประสบการณ์แบบนี้ ร้านขนมปังไม่ไกลจากบ้านผมก็เหมือนกัน ทุกครั้งที่เข้าไปในร้านนั้นจะพบคนรอคิวยาวราวกับแจกฟรี วันหนึ่งผมโทร.ไปสั่งจองขนมปังล่วงหน้า นัดเวลารับเรียบร้อย เมื่อไปถึงก็พบสีหน้าบอกบุญไม่รับของเหล่าพนักงาน เมื่อแจ้งว่ามารับสินค้าที่สั่งไว้ ก็เหมือนพูดกับกำแพง ไม่มีใครสนใจจะให้บริการ นานเท่านาน ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น วูบหนึ่งนึกว่าตนเองตายไปแล้ว พนักงานในร้านจึงมองไม่เห็น!

 

หากเป็นตัวเองที่อยากกินขนมปัง ความอยากนั้นคงหายมลายสิ้นไปพลันที่เจอบริการแบบนี้ และคงเดินออกจากร้านไปแล้ว แต่ไม่ใช่ผมที่อยากกิน มีคนไหว้วานให้ช่วยซื้อขนมปังให้ เมื่อรับปากแล้วก็ต้องทำหน้าที่ให้เสร็จ

อีกร้านหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้บ้านก็คล้ายกัน กิจการดีมาก คนแน่นเต็มร้านเสมอ และคนขายหน้าบึ้งตึงเป็นนิจสิน ถึงแม้จะเข้าร้านในช่วงที่ร้านว่าง แต่หากสั่งอาหารในเวลาที่เขาไม่อยากขาย ก็ถูกตวาดได้เหมือนกัน

เจอร้านประเภท ‘ขายดีแล้วไม่ง้อลูกค้า’ อย่างนี้บ่อยๆ จนภายหลังก็ไม่นิยมเข้าร้านขายดีทั้งหลาย ไม่มีประโยชน์ที่จะอร่อยปากแต่อารมณ์เสีย

 

พฤติกรรมไม่แยแสลูกค้าอย่างนี้ปรากฏในองค์กรต่างๆ เช่นกัน ผมเคยไปทำธุระที่สถานีตำรวจและสถานที่ราชการหลายแห่ง พบ เจ้าหน้าที่ทำตัวเป็นภูเขา คือเป็นของสูง ไม่ขยับเขยื้อน และไม่มีปฏิกิริยาสนองตอบ

ไม่นานมานี้ ไปติดต่อราชการ ก็ถูกตวาดใส่อย่างไม่น่าเชื่อ!

ตำรวจและข้าราชการอาจลืมไปว่า คนจ่ายเงินเดือนพวกเขาคือประชาชน

เจ้านายเก่าของผมบอกว่า เวลาไปติดต่อหน่วยงานราชการ จะแต่งตัวเต็มยศ กระโปรงยาว รองเท้าหนังหุ้มถึงเข่า ผ้าพันคอ ฯลฯ จนทุกคนมองตาค้าง ข้าราชการที่ไปติดต่อก็ไม่กล้าพูดจาไม่ดีหรือหน้าบึ้งใส่ เพราะไม่รู้ว่าคนคนนี้เป็นใคร เดาว่าน่าจะเป็นคนใหญ่คนโต เพราะแสดงความมั่นใจอย่างสูง

ผมคงไม่แต่งสูทไปร้านขายข้าวหมูแดง เพราะรู้ว่าคนขายคงไม่มอง!

 

การเป็นนักเขียนทำให้ติดนิสัยศึกษาคน มองดูพฤติกรรมของพวกเขา และทายใจว่าพวกเขาเป็นใคร โตในสภาพแวดล้อมอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร ผมเชื่อว่าคนขายอาหารในร้านขายดีอาจไม่ได้ตั้งใจไม่สุภาพกับลูกค้า เพียงแต่เหนื่อยเพราะงานมากขึ้น จึงเผลอไประบายลงที่ลูกค้า

พนักงานขายขนมปังก็อาจคิดว่า ฉันเป็นแค่ลูกจ้าง ลูกค้ามากขึ้น แต่เงินเดือนก็ไม่ได้ขึ้นตามไปด้วย ทำไมต้องสนใจ ทว่าพวกเขาอาจลืมไปว่า เจ้านายของพวกเขาไม่ใช่เจ้าของร้าน แต่คือลูกค้า

บางครั้งพวกเขาก็ยุ่งกับงานจนลืมว่าตนเองมีวันนี้ได้เพราะลูกค้า หากไม่มีลูกค้า ต่อให้ทำข้าวหมูแดงหรือขนมปังอร่อยแค่ไหน ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ ดังนั้นลูกค้าจึงสำคัญกว่าความอร่อย คนทำธุรกิจต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า ใครทำให้ตนอยู่ได้

สมัยก่อนฟองสบู่แตกเมื่อสิบกว่าปีก่อน พนักงานขายและแคชเชียร์ตามห้างสรรพสินค้ามักมีหน้าบอกบุญไม่รับ หลังเศรษฐกิจล่ม ผมพบว่าพนักงานนอบน้อมกว่าก่อนมาก ยกมือไหว้ทุกครั้ง โค้งแล้วโค้งอีก พนักงานร้านอาหารก็เช่นกัน ลูกค้าหายาก จำต้องปรับปรุงการบริการ และการไหว้ก็เป็นเครื่องมือที่ดีอย่างหนึ่ง

คนขับรถแท็กซี่แถวบ้านผมไม่เคยรับคนไทย แต่เมื่อเกิดจลาจลในเมืองหลวงไม่กี่ปีก่อน นักท่องเที่ยวต่างชาติหดหายไปกว่าสามในสี่ ถนนหนทางโล่ง คราวนี้คนขับแท็กซี่ไม่ปฏิเสธผู้โดยสารเลย และมีมารยาทดีขึ้นกว่าเดิมมากจนผมอยากเสกให้นักท่องเที่ยวหายไปจากเมืองไทยอย่างถาวร! พวกเขาเพิ่งเรียนรู้ว่าพวกเขาอยู่ได้เพราะลูกค้า

แต่เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มเมือง พวกเขาก็เปลี่ยนกลับสู่โหมดเดิม!

โบราณมีสำนวน วัวลืมตีน หมายถึงคนที่ได้ดีแล้วลืมสถานะเดิมของตนเอง แต่ในบริบทนี้ เราอาจแปลงความหมายได้ว่า เมื่อได้ดี ก็ลืมไปว่ายืนอยู่ได้ทุกวันนี้ด้วย ‘ตีน’

ตีนพาเราไปไหนมาไหน หากไม่มีตีนรองรับวันใด ก็เดือดร้อน

ข้าราชการที่ชอบดูถูกประชาชนว่าต่ำต้อยเหมือนตีนนั้นอาจไม่เคยคิดว่า หากปราศจากตีน พวกเขาก็อยู่ไม่ได้

เราทุกคนเป็นวัวที่ไปไหนมาไหนได้ด้วยตีน อย่าเนรคุณตีน อย่าลืมคุณค่าของตีน

 

หลายปีนี้ผมไปหาหมอบ่อยขึ้น เพราะสังขารเริ่มเสื่อมโทรม อวัยวะส่วนนี้สึกหรอ ส่วนนั้นเสื่อมสภาพ ด้วยวัยขนาดผม หมอส่วนใหญ่ที่เจอมักมีอายุน้อยกว่าผม ที่แปลกใจก็คือ หากเป็นหมอที่ผมไม่เคยไปหามาก่อน น้อยรายมากจะยกมือไหว้ผมก่อน

นี่มิใช่อีโก้ที่อยากให้ใครมาแสดงความนอบน้อมคารวะ แต่ผมยังถือธรรมเนียมไทยอยู่ว่า ‘ไปลามาไหว้’ คนอายุน้อยกว่าไหว้ผู้อาวุโสกว่า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ผู้ใหญ่สอนไว้ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก

เวลาไปหาหมอ หากไม่ใช่หมอเด็กมาก ผมมักไหว้หมอก่อน แต่ที่แปลกก็คือหมอหลายคนไม่รับไหว้ ก็ไม่เป็นไร หมอคงมองไม่เห็น แต่เมื่อเจออย่างนี้หลายครั้ง ก็เริ่มสงสัยว่าเป็นไปได้ไหมว่านี่เป็นวัตรปฏิบัติใหม่ บางอาชีพได้รับยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามครรลองเดิม? ถ้าเป็นหมอหรือครูอาจารย์ก็ไม่ต้องไหว้ผู้อาวุโสก่อน? ทนายความ วิศวกร สถาปนิกเล่า? ถ้าสถาปนิกเจอวิศวกร ใครต้องยกมือไหว้ก่อน? ถ้าหมอเกิดปวดฟัน ไปหาทันตแพทย์ ใครต้องไหว้ใครก่อน? หรือไม่ต้องไหว้กันแล้ว?

ผมสอนลูกให้ไหว้ผู้ใหญ่ ไม่ว่าผู้ใหญ่คนนั้นเป็นคนทำความสะอาด แม่บ้าน คนใช้ ไม่สำคัญ เจอใครที่อายุมากกว่า ให้ยกมือไหว้ก่อน ถ้าไม่แน่ใจก็ไหว้ก่อน เวลาเผลอเดินชนใครหรือถูกใครเดินชน ก็เอ่ยปากขอโทษก่อน ไม่ต้องรอ ไม่ต้องมีมาด มาดมีไว้สำหรับคาสิโนออนไลน์คนที่มีปัญหาเรื่องปมภายใน ไม่มีิอะไรจะโชว์ จึงต้องหามาดมาทดแทน

เวลาคนให้บริการตามห้างร้านไหว้เรา เราก็ควรไหว้รับหรือโค้งรับ เราไม่ใช่เทวดาประจำศาลเจ้า ไหว้กลับหรือโค้งกลับไม่ทำให้มือเราบิดงอหรือหลังโก่งแต่อย่างไร

แต่ละชาติมีธรรมเนียมมารยาทที่สืบต่อกันมา เวลาผมเจอฝรั่ง เราก็จับมือกัน เป็นธรรมเนียมที่ยังปฏิบัติกันอยู่ ดังนั้นเวลาเห็นคนไทยเจอกันไม่ไหว้กัน ก็ให้รู้สึกแปลกๆ และหากผู้มีวัยน้อยกว่าไม่ไหว้ก่อน ก็ไม่รู้จะใช้มาตรอะไรอีกแล้ว โลกเปลี่ยนไปไม่ได้หมายความว่าเราต้องโยนธรรมเนียมประเพณีเก่าทิ้ง เพราะหากเราละทิ้งประเพณีไทยเดิม ไม่ไหว้ผู้อาวุโสเพียงเพราะคนอายุน้อยกว่ามีศักดิ์ศรีฐานะทางสังคมสูงกว่า ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ประเพณีเก่าแก่กลายพันธุ์เป็นการแบ่งสถานะ ไม่ใช่การทักทายกันอีกแล้ว

สังคมเรามีพฤติกรรมอย่างหนึ่งคือดูว่าใครต้องพึ่งใคร เช่นหากเราไปขอความช่วยเหลือจากนาย ก. เราต้องไหว้นาย ก. ก่อน หากนาย ก. มาขอความช่วยเหลือจากเรา นาย ก. ต้องไหว้เราก่อน พฤติกรรมนี้ดูจะผิดเจตนารมณ์ของธรรมเนียมไทย การไหว้กันคือการทักทายกัน คือปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่เจริญแล้ว คือมารยาทพื้นฐาน

แน่ละ ในโลกที่น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า บอกยากว่าใครต้องพึ่งใคร คนไข้ต้องพึ่งหมอ แต่หมอก็ต้องพึ่งคนไข้เช่นกัน

 

เรื่องหนึ่งที่ผมเรียนรู้ในรอบหลายสิบปีนี้คือ ไม่มีใครที่ใหญ่จริงด้วยการเย่อหยิ่งจองหอง หรือยึดมั่นถือมั่นกับสถานะทางสังคมของตนเองจนละเลยมารยาทพื้นฐานที่เราปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมโลก

ยิ่งสูงยิ่งต้องทำตัวเล็กลง

ยิ่งใหญ่ยิ่งต้องถ่อมตัว

คนใหญ่ขึ้นเพราะทำตัวเล็ก คนเล็กลงเพราะทำตัวใหญ่

และสัจธรรมโลก : สูงแค่ไหนก็ล้มได้